การบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
ด้วยพันธกิจในการเป็นผู้นำด้านการให้บริการอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจรที่ยั่งยืน บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนแนวทางการขับเคลื่อนของประเทศไทยและตลาดทุนไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ (Jump Plus) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action Plan) และกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการปรับตัวพร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และป้องกันความเสี่ยงรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อบริษัทฯ โดยพิจารณาครอบคลุมทั้งความเสี่ยงเชิงกายภาพ อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น บริษัทฯ จึงได้กำหนดนโยบายการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมกระบวนการดำเนินธุรกิจ พร้อมจัดให้มีมาตรการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ตลอดจนบูรณาการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ
เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ขอบเขต 1, 2 และ 3
5%
50%
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2578
(ค.ส. 2035)
ความเป็นกลางทางคาร์บอน
(Carbon Neutrality)
2587
(ค.ส. 2044)
NET ZERO
2593
(ค.ส. 2050)
บริษัทฯ มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลง 100% และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2587 (ค.ศ. 2044) โดยในระยะสั้น บริษัทฯ มีเป้าหมายในการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% ภายในปี พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027)
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน เป้าหมาย และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งติดตามและทบทวนเป้าหมายและผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แนวทางการจัดการ
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับแนวทาง ESG และนโยบายของภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว บริษัทฯ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
โดยคณะผู้บริหารได้นำวาระเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผนวกเข้าในเป้าหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร และกำหนดให้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) เป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลประเด็นความเสี่ยงและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งจัดตั้งคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีประธานคณะทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูง ทำหน้าที่รับผิดชอบและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ โดยมีแนวทางในการบริหารจัดการ คือ
- ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปรับตัว
- กำหนดให้มีการติดตามบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เฝ้าระวังและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ปรับปรุงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
- การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการใช้ทรัพยากร ลดการใช้พลังงาน และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ
- บริหารจัดการทรัพยากรและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น พนักงาน, ผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ในการสร้างความตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพภูมิอากาศ
คณะกรรมการบริษัท
บทบาท: ผู้อนุมัติสูงสุดและผู้รับผิดชอบต่อความยั่งยืนขององค์กร
หน้าที่: กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ และอนุมัตินโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- อนุมัติเป้าหมายระยะยาว เช่น การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือ Net Zero
- กำกับดูแลให้การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ
คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน
บทบาท: ผู้กลั่นกรองและกำกับนโยบายระดับนโยบาย
หน้าที่: กลั่นกรองแผนงานและเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริษัท
- ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามตัวชี้วัด (KPIs) ด้านสิ่งแวดล้อมรายไตรมาส
- ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและมาตรฐานสากลใหม่ๆ เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2568
คณะอนุกรรมการด้านบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน
บทบาท: ผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติและกลั่นกรองข้อมูล
หน้าที่: วิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่
- สอบทานความถูกต้องของรายงานความยั่งยืนและข้อมูลการปล่อยคาร์บอน
- ประสานงานระหว่างระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการบูรณาการทั่วทั้งองค์กร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้บริหารระดับสูง
บทบาท: ผู้นำการเปลี่ยนแปลงและบริหารจัดการทรัพยากร
หน้าที่: ผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติในทุกสายงาน (Business Units)
- จัดสรรทรัพยากร งบประมาณ และเทคโนโลยีที่จำเป็นในการลดคาร์บอน
- สื่อสารความสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร
คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ
บทบาท: ผู้ปฏิบัติการและรวบรวมข้อมูลเชิงเทคนิค
หน้าที่: รวบรวมและคำนวณข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Corporate Carbon Footprint: CCF) ของบริษัทฯ เป็นประจำทุกปี
- เสนอโครงการลดการใช้พลังงานและการจัดการขยะภายในอาคารและสำนักงา
- จัดทำรายงานผลการดำเนินงานเพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ
บริษัทมีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน มีการทำงานร่วมกันระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และมีขั้นตอนจัดการความเสี่ยงโดยเฉพาะ คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมีการทำงานร่วมกันระหว่างทุกหน่วยงาน เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายบริหารความเสี่ยง และผู้บริหารแต่ละสายงานธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศครอบคลุมการดำเนินธุรกิจ โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยง (Risk Management) รับผิดชอบการวิเคราะห์ความเสี่ยง โดยเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์กับการกำหนดแนวทางรับมือและติดตามความเสี่ยง
การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความยั่งยืน (KPI) ของบริษัทฯ ซึ่งนำไปใช้กับ CEO ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดความยั่งยืน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ การประเมินความยั่งยืน เป็นต้น
ทั้งนี้คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน จะมีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก แผนงานต่าง ๆ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานจากคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อติดตามแผน เป้าหมาย และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และกำหนดแนวทางพัฒนาต่อไปได้
Climate Change Scenario Analysis
การวิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Scenario Analysis) เพื่อประเมินความยืดหยุ่นของกลยุทธ์และรูปแบบการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน รวมถึงเพื่อระบุความเสี่ยงและโอกาสที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสภาพภูมิอากาศ (Physical Risks) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risks)
ผลการวิเคราะห์จะถูกนำมาใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยง การวางแผนกลยุทธ์ การจัดทำ Climate Change Adaptation Plan และ Climate Transition Plan รวมถึงการพิจารณามาตรการเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของธุรกิจในระยะยาว
บริษัทฯ พิจารณาสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินงาน ทรัพย์สิน บุคลากร ลูกค้า/ผู้ใช้บริการ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และความต่อเนื่องทางธุรกิจ
การวิเคราะห์ใช้สถานการณ์อ้างอิงจาก Network for Greening the Financial System (NGFS) ซึ่งเป็นชุดสถานการณ์ที่ใช้สำหรับประเมินทั้ง Physical Risks และ Transition Risks โดยบริษัทฯ เลือก 3 สถานการณ์ที่สะท้อนระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ได้แก่ Net Zero 2050, Delayed Transition และ Current Policies
การวิเคราะห์เป็นการประเมินเชิงคุณภาพในระยะเริ่มต้น โดยบริษัทฯ จะพัฒนาการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพิ่มเติมเมื่อมีข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับการประเมินผลกระทบในระดับพื้นที่และทรัพย์สิน
Scenario | ลักษณะสถานการณ์ | ความเสี่ยงหลักที่คาดว่าจะเกิด |
Net Zero 2050 | โลกดำเนินนโยบายลด GHG อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 | Transition Risk สูง / Physical Risk ต่ำกว่า |
Delayed Transition | การดำเนินนโยบายด้าน Climate ล่าช้า ก่อนเร่งดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นในภายหลัง | Transition Risk สูงมากในช่วงเปลี่ยนผ่าน / Physical Risk ปานกลาง |
Current Policies | มีเพียงนโยบายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การลด GHG ไม่เพียงพอและเกิดภาวะโลกร้อนในระดับสูง | Physical Risk สูงมาก / Transition Risk ต่ำกว่าในระยะต้น |
กระบวนการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk Assessment Process)
บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อระบุ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทรัพย์สิน บุคลากร ลูกค้าและผู้ใช้บริการ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
บริษัทฯ ใช้การวิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Scenario Analysis) โดยอ้างอิงสถานการณ์จาก Network for Greening the Financial System (NGFS) จำนวน 3 สถานการณ์ ได้แก่ Net Zero 2050, Delayed Transition และ Current Policies เพื่อพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน
กระบวนการประเมินความเสี่ยงประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
การระบุความเสี่ยง (Risk Identification): ระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น น้ำท่วม ฝนตกหนัก พายุ อุณหภูมิสูงและภาวะขาดแคลนน้ำ รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านข้อมูล ESG จากลูกค้าและนักลงทุน
การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment): พิจารณาลักษณะความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์และกรอบเวลาที่แตกต่างกัน โดยใช้การประเมินเชิงคุณภาพในระยะเริ่มต้น และพัฒนาการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพิ่มเติมเมื่อมีข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอ
การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Risk Prioritization): พิจารณาระดับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อระบุประเด็นที่ควรได้รับการจัดการเป็นลำดับแรก โดยคำนึงถึงลักษณะการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงของพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง (Risk Mitigation and Adaptation): นำผลการประเมินมาใช้ประกอบการกำหนดมาตรการป้องกัน ลดผลกระทบ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัว เช่น การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมและสภาพอากาศรุนแรง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการพิจารณาความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ
การติดตามและทบทวน (Monitoring and Review): ติดตามความคืบหน้าของแผนงานและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นรายไตรมาสผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง และทบทวนเป้าหมายและผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี เพื่อให้การจัดการความเสี่ยงสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
Physical Risks
Climate Risk | Net Zero 2050 | Delayed Transition | Current Policies | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัท |
น้ำท่วม / น้ำท่วมฉับพลัน | ต่ำ–กลาง | กลาง | สูง | อาคาร/พื้นที่บริหารจัดการเสียหาย การให้บริการหยุดชะงัก |
ฝนตกหนัก | กลาง | กลาง - สูง | สูง | ระบบระบายน้ำ ภูมิทัศน์ และสาธารณูปโภคได้รับผลกระทบ |
พายุ / ลมแรง | กลาง | กลาง | สูง | ความเสียหายต่ออาคาร ต้นไม้ ป้าย และทรัพย์สิน |
อุณหภูมิสูง / Heatwave | กลาง | สูง | สูง | ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน ต้นทุนพลังงานเพิ่ม |
ภัยแล้ง / Water Stress | กลาง | กลาง | สูง | ความเพียงพอของน้ำและต้นทุนการบริหารจัดการน้ำ |
ความต่อเนื่องทางธุรกิจ | ต่ำ–กลาง | กลาง - สูง | สูง | การหยุดชะงักของการให้บริการและการบริหารโครงการ |
ระดับ Low/Medium/High ในตารางนี้เป็น การประเมินเบื้องต้นเชิงคุณภาพของบริษัทฯ เพื่อใช้เป็นกรอบสำหรับการประเมินระดับพื้นที่และทรัพย์สินต่อไป ไม่ใช่การคาดการณ์ความน่าจะเป็นหรือความเสียหายเชิงตัวเลข
Transition Risks
Transition Risk | Net Zero 2050 | Delayed Transition | Current Policies | ผลกระทบต่อบริษัท |
กฎหมาย/ข้อกำหนดด้าน Climate | สูง | สูงมาก | ต่ำ–กลาง | ต้องปรับกระบวนการและการเปิดเผยข้อมูล |
Carbon-related costs | สูง | สูงมาก | ต่ำ–กลาง | ต้นทุนพลังงาน/การเดินทาง/การจัดซื้ออาจเพิ่ม |
ความต้องการผลิตภัณฑ์ Green Products | สูง | สูง | กลาง | ต้องเพิ่มสินค้าที่มี Environmental Label/Lower Carbon Footprint |
เทคโนโลยีรถยนต์ EV / Energy-efficient vehicles | สูง | สูง | ต่ำ–กลาง | ต้องปรับ Fleet/รถเช่า |
ความต้องการข้อมูล ESG จากลูกค้า/นักลงทุน | สูง | สูง | กลาง | ต้องเพิ่มคุณภาพและความสามารถในการเปิดเผยข้อมูล |
ความเสี่ยงจาก Supplier | สูง | สูง | กลาง | Supplier อาจต้องมีข้อมูล GHG/สิ่งแวดล้อมมากขึ้น |
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน: ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจทำให้การใช้พลังงานและต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นในอาคารและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อต้นทุนการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการดำเนินงานของสถานประกอบการที่ให้บริการ
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวและคว้าโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน บริษัทฯ ได้เริ่มใช้ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์บริเวณพื้นที่จอดรถแทนหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์แบบเดิม นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการวางแผนนำเครื่องม่านอากาศมาใช้ในร้าน Lawson เพื่อช่วยลดการสูญเสียอากาศเย็น และมีศักยภาพในการลดความต้องการใช้ระบบทำความเย็นและการใช้ไฟฟ้า
โครงการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์บริษัทฯ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบทั่วไป บริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ
ผลกระทบต่อกลยุทธ์และธุรกิจ
บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ Climate Change Scenario Analysis เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจ โดยมีประเด็นสำคัญที่นำมาพิจารณา ได้แก่
ด้านการดำเนินงาน (Operations)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถในการเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Property Management)
บริษัทฯ จะนำผลการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพของแต่ละพื้นที่มาประกอบการกำหนดมาตรการด้าน Climate Change Adaptation โดยคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงและความเปราะบางของแต่ละพื้นที่
ด้านพลังงาน (Energy)
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นและต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น บริษัทฯ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยได้เริ่มใช้ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์บริเวณพื้นที่จอดรถแทนหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และอยู่ระหว่างการวางแผนนำเครื่องม่านอากาศมาใช้ในร้าน Lawson เพื่อลดการสูญเสียอากาศเย็นและช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็น มาตรการดังกล่าวสนับสนุนการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ
ด้านการจัดซื้อ (Procurement)
บริษัทฯ มุ่งเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลด้าน Carbon Footprint หรือข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ด้านการขนส่ง (Transportation)
บริษัทฯ พิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและการทยอยเปลี่ยนยานพาหนะที่ใช้ในการดำเนินงานไปสู่ยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและ/หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Resilience and Adaptation Measures)
บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) โดยนำประเด็นความเสี่ยงทางกายภาพที่มีนัยสำคัญจาก Climate Change Scenario Analysis มาพิจารณา เพื่อเพิ่มความพร้อมและความสามารถในการรับมือของพื้นที่ดำเนินงาน ทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
บริษัทฯ กำหนดกรอบมาตรการด้าน Climate Resilience และ Adaptation ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ตามระดับความเสี่ยงและลักษณะของแต่ละพื้นที่ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การรับมือความเสี่ยงจากน้ำท่วมและฝนตกหนัก (Flood and Heavy Rainfall Resilience)
- ประเมินและระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมและน้ำขัง
- ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบระบายน้ำและจุดระบายน้ำก่อนและระหว่างฤดูฝน
- กำหนดแนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
- จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการรับมือเหตุการณ์น้ำท่วมตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่
- จัดทำขั้นตอนการตอบสนองต่อเหตุการณ์และการสื่อสารในกรณีเกิดน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก
2. การรับมือความเสี่ยงจากพายุและสภาพอากาศรุนแรง (Storm and Extreme Weather Resilience)
- ตรวจสอบต้นไม้ ป้าย และสิ่งติดตั้งภายนอกอาคารที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง
- ระบุพื้นที่หรือสิ่งติดตั้งที่มีความเสี่ยงและกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
- ติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- จัดทำแนวทางการแจ้งเตือนและการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องก่อนและระหว่างเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง
3. การรับมือความเสี่ยงจากอุณหภูมิสูงและความร้อน (Heat Resilience)
- ประเมินกิจกรรมและลักษณะงานที่อาจมีความเสี่ยงจากอุณหภูมิสูงและความร้อน
- จัดให้มีพื้นที่พักและน้ำดื่มที่เพียงพอสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
- พิจารณาการกำหนดช่วงเวลาปฏิบัติงานและช่วงพักที่เหมาะสมตามสภาพอากาศ
- สื่อสารและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความเสี่ยงจากความร้อนและแนวทางการป้องกัน Heat Stress
4. การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Resilience)
- ติดตามและประเมินแนวโน้มการใช้น้ำและความเสี่ยงด้าน Water Stress ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
- ส่งเสริมมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้น้ำ
- ระบุพื้นที่ที่อาจมีความเสี่ยงด้านความเพียงพอของน้ำ
- พิจารณามาตรการหรือแหล่งน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงตามความเหมาะสม
5. ความต่อเนื่องทางธุรกิจและการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน (Business Continuity and Emergency Response)
- นำความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่มีนัยสำคัญมาพิจารณาในการจัดทำและทบทวน Business Continuity Plan (BCP)
- กำหนดหน่วยงานและผู้รับผิดชอบในการตอบสนองต่อเหตุการณ์
- จัดทำลำดับการแจ้งเตือนและช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้อง
- ทบทวนและปรับปรุงมาตรการหลังเกิดเหตุการณ์จริง รวมถึงนำผลจากการประเมินและบทเรียนที่ได้รับมาใช้ในการพัฒนามาตรการอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ จะติดตามและทบทวนประสิทธิผลของมาตรการด้าน Climate Change Adaptation อย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากผลการประเมินความเสี่ยง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ก๊าซเรือนกระจก | หน่วย | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด | TonCO2e | 757 | 1,488 | 944 |
ขอบเขตที่ 1 (scope 1) | TonCO2e | 43 | 1107 | 140 |
ขอบเขตที่ 2 (scope 2) | TonCO2e | 100 | 90 | 436 |
ขอบเขตที่ 3 (scope 3) | TonCO2e | 614 | 291 | 368 |
ความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) ต่อหน่วยรายได้
ก๊าซเรือนกระจก | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
ความเข้มข้น (หน่วย : tCO₂e / ล้านบาท) | 0.08 | 0.73 | 0.31 |
ทั้งนี้ บริษัทมุ่งมั่นดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทได้ดำเนินการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กรครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 ขอบเขต โดยกำหนดให้ปี 2568 เป็นปีฐาน (Base Year) สำหรับการติดตามและเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวได้ผ่านการทวนสอบโดยผู้ทวนสอบภายนอกที่ได้รับการรับรอง ได้แก่ บริษัท บิวโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินการทวนสอบตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 14064-1:2018 สำหรับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และ ISO 14064-3:2019 สำหรับการทวนสอบและรับรองข้อมูล
GHG Verification Certificate
การทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระ เพื่อยืนยันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท
Downloadแผนโครงการที่สำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ Jump+ (Jump Plus) ซึ่งเป็นโครงการที่จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนในการกำหนดเป้าหมายและดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กรลง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 ภายในปี พ.ศ. 2571 เมื่อเทียบกับ ปีฐาน พ.ศ. 2568 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญ | ปีฐาน (tCO2e) | เป้าหมาย (Target) | ||
% Reduction | ||||
ปี 2568 | ปี 2569 | ปี 2570 | ปี 2571 | |
ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | 944 | 3% | 5% | 7% |
แผนงานที่สำคัญ(Strategic Projects) | ปี | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Outcomes) |
จัดทำมาตรการพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์ของบริษัท และศึกษาการเปลี่ยนใช้รถที่ประหยัดพลังงาน | 2569 | ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 ไม่น้อยกว่า 3% ผ่านการเตรียมแผนปรับเปลี่ยนรถเช่าเป็นรุ่นที่ประหยัดพลังงานและส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง |
2570 | ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 ไม่น้อยกว่า 5% ผ่านการปรับเปลี่ยนรถเช่าอย่างน้อยร้อยละ 50 เป็นรถที่ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ | |
2571 | ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 ไม่น้อยกว่า 7% ผ่านมาตรการการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตรวจสอบสภาพรถเป็นประจำและวางแผนการเดินทาง | |
การเลือกหมวดการทำความสะอาด โดยใช้เป็นฉลากเขียวหรือเทียบเท่าที่ย่อยสลายได้ | 2569 | ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ไม่น้อยกว่า 3% จากปีฐาน ผ่านการจัดทำ “Green Product List” และการปรับปรุงการใช้วัตถุดิบทำความสะอาด |
2570 | ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ไม่น้อยกว่า 5% จากปีฐาน ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์สูตรฉลากเขียวหรือย่อยสลายได้อย่างน้อย 15% ของวัตถุดิบทั้งหมด | |
2571 | ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 รวมไม่น้อยกว่า 7% ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 30% ของวัตถุดิบทั้งหมด |
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) | |||
ระบุความเสี่ยง | ลักษณะความเสี่ยง | ผลกระทบความเสี่ยง | มาตรการจัดการความเสี่ยง |
1. ความเสี่ยงจากความพร้อมของบุคลากรและซัพพลายเชนต่อการเปลี่ยนผ่าน | บุคลากร ผู้รับเหมาหรือซัพพลายเออร์ยังขาดความเข้าใจในแนวทางการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำ | แผนดำเนินงานลดคาร์บอนอาจไม่เป็นไปตามเป้า หรือเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติ | จัดอบรมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้บุคลากรและซัพพลายเออร์หลัก จัดระบบติดตามและประเมินผล |
2. ต้นทุนวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวสูงกว่าที่คาด | สินค้าฉลากเขียวหรือย่อยสลายได้อาจะมีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปและเกินกว่างบที่วางแผนไว้ | ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น กระทบกับงบประมาณบริษัท | เจรจาต่อรองกับผู้ผลิต หาผู้จัดจำหน่ายทางเลือกและจัดทำ green procurement plan เพื่อควบคุมต้นทุน และหาวิธีการปฏิบัติงานเพื่อลดปริมาณการใช้งาน |
แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสัดส่วนการลดตามมาตรการ
ขอบเขต | แผนงานสำคัญ (Strategic Measures) | ปีเป้าหมาย | เป้าหมายการลด GHG | ปริมาณ GHG ที่คาดว่าจะลดได้* | สัดส่วนต่อเป้าหมายการลด GHG* |
Scope 1 | การส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ขับขี่ด้วยความเร็วเหมาะสม ลดการเร่ง/เบรกโดยไม่จำเป็น และลดการใช้เชื้อเพลิง | 2571 | ลด ≥7% | ≈ 4.28 tCO₂e | 40% |
Scope 1 | การปรับเปลี่ยนรถยนต์เช่าเป็นรถที่ประหยัดพลังงาน/รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนรถยนต์เช่าอย่างน้อย 50% | 2571 | ลด ≥7% | ≈ 4.82 tCO₂e | 45% |
Scope 1 | การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่มีการปล่อย GHG ต่ำลง และการวางแผนการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ | 2571 | ลด ≥7% | ≈ 1.61 tCO₂e | 15% |
รวม Scope 1 | ลด ≥7% | ≈ 10.71 tCO₂e | 100% | ||
Scope 3 | การเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (Green Products/Green Label) โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | 2571 | ลด ≥7% | ≈ 38.76 tCO₂e | 70% |
Scope 3 | การลดการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเกินความจำเป็น ผ่านการกำหนดปริมาณการใช้ที่เหมาะสมและสร้างความตระหนักแก่พนักงาน | 2571 | ลด ≥7% | ≈ 16.61 tCO₂e | 30% |
รวม Scope 3 | ลด ≥7% | ≈ 55.37 tCO₂e | 100% | ||
รวมทั้งหมด | ลด 7% ของ GHG รวม | ≈ 66.08 tCO₂e | 100% | ||
* ปริมาณและสัดส่วนการลด GHG เป็นค่าประมาณการจากการประเมินผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากแต่ละมาตรการ และอาจมีการปรับปรุงตามข้อมูลการดำเนินงานจริงและผลการติดตามประเมินผล
แผนงานการเปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์สีเขียว
มาตรการ | เป้าหมาย | สัดส่วนการมีส่วนร่วมต่อเป้าหมายการลด Scope 3 |
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น | เปลี่ยนเป็น Green Label 100% | รวมอยู่ใน 70% |
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ | เปลี่ยนเป็น Green Label 100% | รวมอยู่ใน 70% |
ถุงขยะส่วนกลาง | ปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีค่า Carbon Footprint/EF ต่ำกว่าเดิม | รวมอยู่ใน 70% |
กระดาษทิชชู่ส่วนกลาง | เพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม | รวมอยู่ใน 70% |
ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเกินความจำเป็น | กำหนดปริมาณการใช้และสร้างความตระหนัก | 30% |
การวางแผนทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินงาน ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในระยะยาว บริษัทฯ จึงได้บูรณาการเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการวางแผนทางการเงินและการจัดสรรทรัพยากร โดยบริษัทฯ มีแผนและอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ สำหรับการทยอยปรับเปลี่ยนรถยนต์เช่าเป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและ/หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 รวมถึงการจัดสรรงบประมาณด้านการจัดซื้อเพื่อเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Products) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพิจารณาการจัดสรรทรัพยากรสำหรับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินงานที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร โดยการวางแผนทางการเงินดังกล่าวจะได้รับการทบทวนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ความพร้อมในการดำเนินงาน และความเหมาะสมทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตาม Climate Transition Plan อย่างเป็นระบบ


English