บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยบริษัทเชื่อมั่นว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นกลไกในการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้องค์กรตระหนักถึงความเสี่ยงหรือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และสามารถเตรียมความพร้อมในการรับมือและตอบสนองความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการวางแผนหรือปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างเป็นระบบช่วยให้ผู้บริหารมองเห็น “โอกาส” ในวิกฤต หรือใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์เชิงบวกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรตลอดจนสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับองค์กร โดยบริษัทเชื่อว่าองค์กรที่มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีจะได้รับความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสีย เช่น นักลงทุน ลูกค้า และพนักงาน ซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจ 

เพื่อให้กระบวนการบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการบริษัทจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันควบคู่กับการจัดการด้านกลยุทธและเป้าหมายหลักขององค์กรภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล 

ทั้งนี้ บริษัทได้มีการจัดทำคู่มือการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจในกระบวนการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้บริหาร พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ซึ่งกำหนดให้มีการทบทวนคู่มือการบริหารความเสี่ยงทุก ๆ ปี โดยคู่มือฉบับดังกล่าวผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท

นโยบายบริหารความเสี่ยงและแผนการบริหารความเสี่ยง

บริษัทเชื่อมั่นว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นกลไกในการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้องค์กรตระหนักถึงความเสี่ยงหรือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และสามารถเตรียมความพร้อมในการรับมือและตอบสนองความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการวางแผนหรือปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงมุ่งพัฒนาและสร้างเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Culture) ทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้กระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัท เป็นไปอย่างมีระบบและต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงโอกาส หรือลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงพัฒนาการดำเนินงานของบริษัท ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กรตามแนวทางความยั่งยืน โดยได้กำหนดนโยบายบริหารความเสี่ยง ดังนี้

 

  1. กำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นความรับผิดชอบของพนักงานทุกระดับที่ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีในการปฏิบัติงานในหน่วยงานของตนและองค์กร โดยให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในด้านต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่เพียงพอและเหมาะสม
  2. ให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กรที่เป็นไปตามมาตรฐานที่ดีตามแนวปฏิบัติสากล เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการพัฒนาและมีการปฏิบัติงานด้านการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรในทิศทางเดียวกันโดยนำระบบการบริหารความเสี่ยงมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจการวางแผนกลยุทธ์ แผนงานและการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย รวมถึงการมุ่งเน้นให้บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ และกลยุทธ์ที่กำหนดไว้เพื่อสร้างความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานและสร้างความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้อง
  3. มีการกำหนดแนวทางป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทย่อยเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายหรือความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการติดตามและประเมินผลการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
  4. ส่งเสริมและพัฒนาการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัท และบริษัทย่อย และสนับสนุนให้บุคลากรทุกระดับสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารการบริหารความเสี่ยงอย่างทั่วถึงตลอดจนการจัดระบบการรายงานการบริหารความเสี่ยงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กรอบการดำเนินงาน

  • กระบวนการบริหารความเสี่ยงถือเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี และเป็นกระบวนการที่ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการระบุ ประเมิน และบรรเทาความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือยอมรับได้ โดยครอบคลุมความเสี่ยงที่สำคัญ บริษัท จึงได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงร่วมกับกลยุทธ์และผลการปฏิบัติงาน ตามกรอบโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงขององค์กร(COSO ERM Framework 2017) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางความยั่งยืน (Environmental, Social, and Governance : ESG) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • การบูรณาการโครงสร้างและการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยง ดังนี้ 
  • การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการ: คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่ในการกำกับดูแลทั้งความเสี่ยงทางธุรกิจและความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งองค์กร
  • การบูรณาการระดับผู้บริหาร: คณะอนุกรรมการด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง จะเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนและประสานงานโดยตรงกับทีมบริหารความเสี่ยงเพื่อจัดการด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
  • ทีมงานแบบบูรณาการ: เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม คณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยง และ คณะทำงานด้านความยั่งยืน จึงทำงานร่วมกัน เพื่อระบุและประเมินประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ESG ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • “แนวป้องกัน 3 ด่าน” เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของพนักงานทุกระดับในองค์กร เพื่อให้กระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มีประสิทธิภาพและเกิดการตรวจสอบถ่วงดุล (Check & Balance) โดยมีความสัมพันธ์แบ่งตามระดับดังนี้
  • 1st Line: เจ้าของความเสี่ยง (Risk Owners/Doers) คือหน่วยงานปฏิบัติการที่มีหน้าที่ระบุ ประเมิน และควบคุมความเสี่ยงในการทำงานประจำวันด้วยตนเอง ถือเป็นด่านที่สำคัญที่สุดเพราะอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์จริง
  • 2nd Line: ผู้กำกับดูแลและกำหนดมาตรฐาน (Risk & Compliance) คือ หน่วยงาน/คณะทำงานบริหารความเสี่ยงและหน่วยงานกำกับดูแลที่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย วางกรอบมาตรฐาน และให้คำปรึกษาแก่ด่านแรก เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • 3rd Line: ผู้ให้ความเชื่อมั่นที่เป็นอิสระ (Internal Audit) คือหน่วยงานตรวจสอบภายในที่มีหน้าที่ประเมินและตรวจสอบความมีประสิทธิผลของทั้งด่านที่ 1 และ 2 โดยรายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่โปร่งใสและเป็นอิสระ

ประเภทความเสี่ยง

  • ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business Risks)
  • ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน(ESG Risks) : เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และการกำกับดูแล (Governance)

ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business risks)  : แบ่งได้ ดังนี้

  1. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) : 

เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนดกลยุทธ์ แผนดำเนินงานและนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถปฏิบัติได้จริง หรือการขาดแคลนทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ให้สำเร็จ เป็นต้น

2. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) :

เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากกระบวนการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานของธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

3. ความเสี่ยงทางด้านการเงิน (Financial Risk):

เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เช่น ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจาก Counterparty เป็นต้น

4. ความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ (Compliance Risk) :

เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ หรือระเบียบเหล่านั้นไม่เหมาะสมหรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านต่าง ๆ เช่น ค่าปรับ การถูกดำเนินคดี หรือความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร นอกจากนี้ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย อาทิ

  • กฎระเบียบทางการเงิน: การเปลี่ยนแปลงในกฎหมายการธนาคาร กฎระเบียบหลักทรัพย์ หรือ กฎหมายภาษี อาจส่งผลต่อวิธีที่บริษัทบริหารการเงิน การรายงานรายได้ และดำเนินธุรกรรม
  • กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม: กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมใหม่หรือเข้มงวดยิ่งขึ้นอาจกำหนดให้บริษัทต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่สะอาดกว่าหรือเปลี่ยนกระบวนการปฏิบัติงานเพื่อลดมลพิษและของเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการดำเนินงานของบริษัท
  • กฎระเบียบด้านสุขภาพและความปลอดภัย: การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องมีมาตรการปฏิบัติตามใหม่ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นเช่น การก่อสร้าง และการดูแลสุขภาพ 
  • กฎหมายคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: เนื่องจากมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล บริษัท จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น ข้อบังคับทั่วไปเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล (GDPR) พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงกฎหมายที่คล้ายคลึงกันที่กำหนดวิธีการจัดการและปกป้องข้อมูลของผู้บริโภค
  • กฎหมายจ้างงาน : การเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแรงงาน รวมถึงค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงานและสวัสดิการ อาจส่งผลต่อต้นทุนด้านบุคลากรและการดำเนินงาน

5. ความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ (Technology & Social Media Risks)
เป็นความ
เสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ให้หมายความรวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่องค์กรใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจที่สำคัญซึ่งไม่ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ

ความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยี ( Technology Risks) แยกพิจารณา ดังนี้

5.1) ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ /เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท และให้หมายความรวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่องค์กรใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจที่สำคัญซึ่งไม่ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจด้วย

5.2) ความเสี่ยงที่เกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) : เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการใช้ช่องทางบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงผู้ใช้ถึงกัน โดยผู้ใช้งานสามารถผลิต เผยแพร่ แบ่งปันเนื้อหาหรือข้อมูลแบบบอกต่อปากต่อปาก (word-of-mouth) อย่างรวดเร็ว ทันทีตามที่ต้องการ และก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้และบุคคลในเครือข่ายที่ขยายตัวได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งหากข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์มีลักษณะเป็นมุมมองของผู้โพสต์ มีอคติ ขาดการคัดกรอง หรือในลักษณะเชิงลบต่อบริษัท จะทำให้บริษัท ได้รับความเสี่ยหายทั้งในด้านชื่อเสียงภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อบริษัท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

6. ความเสี่ยงทางด้านการทุจริตคอร์รัปชัน

เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากกระทำใด ๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการให้หรือรับสินบน ไม่ว่าจะเป็นเงิน สิ่งของ การช่วยเหลือทางการเงิน การบริจาคเพื่อการกุศล ค่าบริการต้อนรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่น โดยการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ให้คำมั่น เรียกร้อง ให้หรือรับซึ่งเงิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เหมาะสมแก่เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานของรัฐ เอกชนหรือผู้มีหน้าที่ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้หน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวกระทำหรือยกเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

7. ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risks) 

เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และ การกำกับดูแล (Governance)


ประเด็นสำคัญด้าน ESG
สิ่งแวดล้อม
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และภาวะโลกร้อน
- การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และความหลากหลายทางชีวภาพ
- การจัดการของเสีย (การปล่อยสารพิษ ของเสีย วัสดุบรรจุภัณฑ์ และขยะ)
- การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- เทคโนโลยีสะอาด/ อาคารสีเขียว
สังคม
- ความรับผิดชอบต่อคุณภาพ ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และการบริการ
- สิทธิมนุษยชน การจัดการแรงงาน มาตรฐานแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน และการใช้แรงงานเด็ก
- สภาพการทำงานอาชีวนามัยและความปลอดภัย
- การบูรณาการกับความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น
- การคัดค้าน และการหาข้อขัดแย้งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การกำกับดูแลกิจการ
- การกำกับดูแลและพฤติกรรมองค์กร
- จริยธรรมทางธุรกิจ
- แนวปฏิบัติในการต่อต้านการแข่งขัน
- ความโปร่งใสด้านภาษี

กระบวนการและขั้นตอนการบริหารความเสี่ยงองค์กร

บริษัทได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงร่วมกับกลยุทธ์และผลการปฏิบัติงาน ตามกรอบโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (COSO ERM Framework 2017) ภายใต้หลักกการ 5 ประการที่สัมพันธ์กัน เพื่อส่งเสริมให้องค์กรสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร และเกิดกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างมีระบบ ดังนี้

1) การกำกับดูแลและกำหนดวัฒนธรรม

คณะกรรมการบริษัททำหน้าที่ในการกำกับดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ผ่านการจัดโครงสร้างการกำกับดูแล กำหนดนโยบาย กลยุทธ์และวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นต่อคุณค่าหลัก และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อให้บรรลุกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

2) กลยุทธ์และการกำหนดวัตถุประสงค์

บริษัทบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ โดยวิเคราะห์บริบททางธุรกิจ ประเมินกลยุทธ์ทางเลือกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และกำหนดวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน

บริษัทระบุและประเมินความรุนแรงของความเสี่ยงที่อาจมีผลต่อความสำเร็จของกลยุทธ์และการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ โดยการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกวิธีตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เหมาะสม และนำวิธีตอบสนองไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประเมินภาพรวมความเสี่ยงขององค์กรเพื่อให้ทุกระดับและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

 

4) การสอบทานและการแก้ไขปรับปรุง

บริษัทระบุและประเมินการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ รวมทั้งสอบทานความเสี่ยงและติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

5) สารสนเทศ การสื่อสาร และการรายงาน

บริษัทพัฒนาและใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมทั้งรายงานข้อมูลความเสี่ยง ข้อมูลผลการปฏิบัติงาน เพื่อรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง : 6 ขั้นตอน ดังนี้

1) กำหนดวัตถุประสงค์: เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ในระดับองค์กร/สายธุรกิจที่สอดคล้อง/เป็นไปในทิศทางเดียวกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร นโยบายและเป้าหมายหลัก รวมถึงการกำหนดแผนบริหารความเสี่ยงจะต้องสอดคล้องและสนับสนุนกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

2) กำหนดเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้: เป็นการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงทางด้านโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง (Likelihood) ผลกระทบจากเหตุการณ์ความเสี่ยง (Impact) เพื่อจัดระดับความสำคัญของความเสี่ยง โดยใช้ Risk Map รวมทั้งกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators / Trigger Point: KRIs)

ระดับคะแนน
ความสำคัญ (ความรุนแรง) ของความเสี่ยง
สัญลักษณ์
16-20
ระดับความรุนแรง/ความสำคัญสูงมาก ต้องได้รับการบริหารจัดการทันที
A
10-15
ระดับความรุนแรง/ความสำคัญค่อนข้างสูง ต้องบริหารจัดการเร่งด่วน
B
4-9


ระดับความรุนแรง/ความสำคัญปานกลาง ต้องติดตามเฝ้าระวังสม่ำเสมอ

C
ต่ำกว่า 4
ระดับความรุนแรงต่ำ/ความสำคัญน้อย เป็นความเสี่ยงในระดับที่บริษัทยอมรับได้
D
การจัดลำดับความสำคัญ (ระดับความรุนแรง) ของความเสี่ยง และแนวทางจัดการความเสี่ยง

3) ระบุความเสี่ยง: เป็นการค้นหา และระบุสาเหตุหรือปัจจัยความเสี่ยง โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เมกะเทรนด์และแนวโน้มของโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ โลกาภิวัตน์ และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี โดยพิจารณาทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการกำกับดูแลที่ดี ที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร ทั้งนี้ เพื่อนำความเสี่ยงที่ได้ระบุไว้มาบันทึกไว้ในทะเบียนความเสี่ยง

4) ประเมินความเสี่ยง: เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่ระบุ (ในขั้นตอนที่ 3 ระบุความเสี่ยง) เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่กำหนด

5) กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง: เป็นการกำหนดวิธีการในการจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การยกเลิกกิจกรรมทางธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมากและบริษัทไม่สามารถจัดการได้ การซื้อประกันความเสี่ยง การใช้บริการจากบุคคลที่สาม (Outsource) เป็นต้น

6) ติดตามและรายงานผลการบริหารความเสี่ยง: บริษัทได้กำหนดให้ฝ่ายจัดการผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owners) ต้องติดตามและดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (ระดับคะแนนไม่เกิน 15 คะแนน) โดยต้องรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการบริษัทเป็นประจำอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง นอกจากนี้ ในกรณีที่ผลการบริหารความเสี่ยงไม่เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ กำหนดให้ฝ่ายจัดการผู้รับผิดชอบระบุมาตรการ/แนวทางแก้ไขเพิ่มเติม และติดตามอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการบริษัท เพิ่มเติมโดยเร่งด่วน

ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging risk)

บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “PRI” เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร (One-Stop Service) โดยแบ่งกลุ่มธุรกิจหลักออกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงเวลาของการอยู่อาศัย (Living Journey) ดังนี้:

1. กลุ่มต้นน้ำ: บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services)

  • บริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ (เช่น บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด)
  • บริการออกแบบทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม (เช่น บริษัท ยูพีเอ็ม ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด)

2. กลุ่มกลางน้ำ: บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services)

  • บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและบ้านจัดสรร (เช่น Primo Management)
  • บริการตัวแทนซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (เช่น Passion Realtor)
  • บริการบริหารโรงแรมและที่พักอาศัย (Hampton Hotel & Residence Management)
  • บริการนายหน้าประกันภัย (Life and Non-Life Insurance Broker)

3. กลุ่มปลายน้ำ: บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services)

  • บริการทำความสะอาดและช่างซ่อมบำรุง (เช่น Cleaning by Nu Maid ภายใต้ Uno Service)
  • บริการออกแบบและตกแต่งภายใน (เช่น Wyde Interior)

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยและแพลตฟอร์มการตลาด (Omnichannel Marketing Platform) เพื่อสนับสนุนการให้บริการในทุกมิติอีกด้วย บริษัทได้วิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยพิจารณาโอกาสและผลกระทบของเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมถึงการกำกับดูแลกิจการตามแนวทางความยั่งยืน เพื่อระบุความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัท กำหนดแผนจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้ความเสี่ยงต่าง ๆ อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้ 

ความเสี่ยง
ความเสี่ยงหลักในการดำเนินธุรกิจ
ความเสี่ยงด้าน ESG
I. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์


1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และนโยบายของรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน และโอกาสทางธุรกิจ อย่างมีนัยสำคัญ
/

2. ความเสี่ยงจากการแข่งขันที่สูงในอุตสาหกรรมและการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่
/

3. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงภาคอสังหาริมทรัพย์
/

4. ความเสี่ยงจากการเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company)
/

5. ความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ เนื่องจากรายได้บางส่วนของกลุ่มบริษัท ไม่ได้มีลักษณะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นประจำ
/

II. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ


1. ความเสี่ยงจากการที่บริษัทอาจไม่สามารถสรรหาบุคลากรเพื่อรองรับการดำเนินงานและแผนการขยายธุรกิจ
/

2. ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและการจัดการแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน
/
/
3. ความเสี่ยงด้านการบริหาร Supply Chain และการพัฒนาโครงการในธุรกิจที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้าง
/
/
4. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำในธุรกิจบริหารนิติบุคคลอาคารชุด
/
/
5. ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการ
/
/
6. ความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย
/
/
III. ความเสี่ยงด้านการเงิน 


1. ความเสี่ยงด้านการบริหารสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุน
/

IV. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ


1. ความเสี่ยงด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
/
/
2. ความเสี่ยงด้านกฎหมายธุรกิจนายหน้าประกันภัย
/
/
V. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์


1. ความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์
/
/
VI. ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชัน 


1. ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลและการทุจริตคอร์รัปชัน

/
VII. ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่


1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

/
2. ความเสี่ยงจากผลกระทบของสงครามภูมิรัฐศาสตร์และสงครามทางการค้าต่อเศรษฐกิจโลก
/

ความเสี่ยง

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และนโยบายของรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน และโอกาสทางธุรกิจ อย่างมีนัยสำคัญ 

ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและไม่แรงเท่ากับหลายประเทศเพื่อนบ้าน โดยขยายตัวเพียงประมาณ 1.8–2.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิม และสะท้อนแรงกดดันจากการส่งออกและการบริโภคในประเทศยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร โดยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางการค้า โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนและธุรกิจในประเทศยังสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวมกับหนี้นอกระบบ ประกอบกับความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นของมาตรการสินเชื่อ และธุรกิจขนาดเล็กขาดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูก ตลอดจนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวล่าช้ากว่าที่คาด อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง มีการเปลี่ยนผู้นำและความขัดแย้งภายในพรรค-สภาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเชิงลบต่อความเชื่อมั่นภายในประเทศ และขยายผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการค้าและการลงทุนอุปโภคบริโภค รวมถึงการลงทุนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลงทุนก่อสร้างโครงการที่พักอาศัย หรือโรงแรม เกิดการชะลอตัว ซึ่งทำให้ความต้องการในการใช้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่องตามไปด้วย เช่น บริการออกแบบงานด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม บริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้าง บริการบริหารจัดการอาคารชุดและบ้านจัดสรร บริการตกแต่งภายใน บริการตัวแทนในการซื้อขายและเช่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จึงอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท อย่างมีนัยสำคัญ และผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์โดยรวม 

ฝ่ายจัดการได้ตระหนักถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนข้างต้น จึงได้กำหนดให้มีการประชุมเพื่อวิเคราะห์และพิจารณากำหนดแผนงานหรือกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อรองรับกับความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และนโยบายของรัฐ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน อีกทั้งยังกำหนดให้ต้องรายงานผลการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกไตรมาส สรุปกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้

  • ยกระดับคุณภาพธุรกิจหลัก (Service Excellence/Organization Capability) 
  • สร้างรายได้และบริการใหม่ (Revenue Expansion/New Business Stream)
  • ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Digital Transformation)
  • พัฒนาคนและองค์กรสู่ความยั่งยืน (People & Sustainability)
  • Rebranding เป็น “Premium Living Partner” (Brand Elevation)
  1. ความเสี่ยงจากการแข่งขันที่สูงในอุตสาหกรรมและการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่

  • ธุรกิจที่ปรึกษาและออกแบบทางวิศวกรรม

กลุ่มบริษัทมีคู่แข่งที่ให้บริการที่ปรึกษาและออกแบบทางวิศวกรรมจำนวนมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีข้อจำกัดในการเข้าสู่ธุรกิจ (Barriers to Entry) มากนัก ด้วยเหตุที่เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการเริ่มกิจการ จึงอาจมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบและวิศวกรรมรวมตัวกันจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจในปัจจุบันบางรายยังมีความชำนาญและมีประสบการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือในวงการจากการเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่ จึงอาจทำให้กลุ่มบริษัท ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่เข้ามาในธุรกิจได้ไม่นานมีความสามารถทางการแข่งขันด้อยกว่าผู้ประกอบการรายดังกล่าว

บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว จึงได้กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง ดังนี้

1) ติดตามข่าวสารโครงการใหม่ๆ ขยายการเข้ารับงานจากภาครัฐ และภาครัฐวิสาหกิจ โดยเข้าร่วมงานประมูลทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้ารายเดิมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทเชื่อว่าด้วยคุณภาพประสบการณ์ของทีมงาน การให้บริการอย่างเป็นมืออาชีพ และการได้รับการรับรองมาตรฐานของ ISO 9001:2015 ในด้านที่ปรึกษาและบริหารจัดการการก่อสร้าง (Engineering Consulting and Project Management for Construction), ISO 14001 ในด้านมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และ ISO 45001 ในด้านการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากสถาบัน Bereau Veritas ซึ่งเป็นสถาบันการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากประเทศฝรั่งเศส รวมถึงการสั่งสมประสบกาณ์จากการให้บริการแก่กลุ่ม ORI และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นที่ผ่านมา จะช่วยให้กลุ่มบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่เทียบเคียงได้กับผู้ประกอบการรายอื่นในธุรกิจนี้

2) พัฒนามาตรฐานงานบริการและบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่

  • ธุรกิจบริการจัดการอสังหาริมทรัพย์

 

กลุ่มบริษัทต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันในธุรกิจการให้บริการรับบริหารอาคารชุด และหมู่บ้านจัดสรร จากทั้ง 1) ผู้ประกอบการายย่อยที่เข้ามาในธุรกิจด้วยกลยุทธ์ในการแข่งขันด้านราคา 2) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ 3) ผู้ประกอบการต่างชาติซึ่งมีแบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง (Interbrand) ซึ่งเน้นให้บริการกับกลุ่มลูกค้าในระดับพรีเมี่ยม ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมการแข่งขันโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของการแข่งขันทางด้านราคาจากทั้งผู้ประกอบการรายย่อย และการแข่งขันด้านมาตรฐานการให้บริการสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ 

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทมีกลยุทธ์ในการแข่งขันโดยการรักษามาตรฐานในการให้บริการให้สามารถเทียบเคียงกับผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน การควบคุมต้นทุนในการให้บริการให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการนำเสนอบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจรภายใต้กลุ่มบริษัท ให้แก่ลูกค้า เพื่อให้กลุ่มบริษัท มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาได้เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการต่างชาติในมาตรฐานการให้บริการที่เทียบเคียงกัน และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทางด้านมาตรฐานการให้บริการที่เหนือกว่า

  • ธุรกิจการให้บริการหลังการขายอสังหาริมทรัพย์

การให้บริการหลังการขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น การให้บริการทำความสะอาด การให้บริการตกแต่งต่อเติม รวมถึงการรับเหมาตกแต่งภายใน เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาในธุรกิจเป็นจำนวนมาก และมีลักษณะการให้บริการที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทเชื่อว่าการให้บริการอย่างมืออาชีพและการตั้งราคาในการให้บริการที่เป็นมาตรฐานและมีการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำต่อผู้ใช้บริการ ได้แก่ “นู๋เมด” “นายช่าง” และ “Wyde.int” ของกลุ่มบริษัท รวมถึงประสบการณ์จากการให้บริการแก่กลุ่ม ORI และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นที่ผ่านมา จะช่วยให้กลุ่มบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าผู้ให้บริการรายย่อยในอุตสาหกรรม

  1. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงภาคอสังหาริมทรัพย์

บริษัทเป็นผู้ให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรร ดังนั้น ปริมาณความต้องการใช้บริการของกลุ่มบริษัทจึงเป็นไปตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย จากความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน เสถียรภาพทางการเมือง ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมทั้งหนี้สินภาคครัวเรือนของประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัยดังกล่าวกลุ่มบริษัท ตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ บริษัทจึงได้กำหนดกลยุทธ์/มาตรการในการจัดการความเสี่ยง ดังนี้

1) ติดตามแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอเพื่อนำมาต่อยอดพัฒนาการให้บริการ โดยนำนวัตกรรมใหม่มาช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการ (Enhance Innovation + Technology) และคิดค้นการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภค

2) ร่วมทุนด้านเทคโนโลยี ยกระดับการให้บริการผ่านการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน PrimoPlus โฉมใหม่ มุ่งเน้นการพัฒนาและเพิ่มฟังก์ชันและประสิทธิภาพที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ อำนวยความสะดวกงานบริการ โดยมีแนวคิดจะทำบางแพลตฟอร์มวางจำหน่ายแบบ White label ด้วย

3) ขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปยังกลุ่มใหม่และกระจายลูกค้าไปตามประเภทธุรกิจโดยไม่ได้จำกัดเพียงกลุ่มลูกค้าประเภทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสภาวะอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูงเท่านั้น อาทิ กลุ่มลูกค้าอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงงาน คลังสินค้า เป็นต้น 

  1. ความเสี่ยงจากการเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company)

เนื่องจากบริษัท ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น และไม่มีการประกอบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญเป็นของตนเอง (Holding Company) ดังนั้น ผลประกอบการและความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจะขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ซึ่งนโยบายในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อย ทางคณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผล โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทย่อยและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก เช่น ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัทย่อย การสำรองเงินไว้เพื่อลงทุนในอนาคต การสำรองเงินไว้เพื่อจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืม หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทย่อย และการจ่ายเงินปันผลนั้นจะต้องไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทย่อยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากส่งผลกระทบกับข้อใดข้อหนึ่งตามข้างต้น บริษัทอาจมีรายได้จากเงินปันผลที่ลดลง และส่งผลกระทบทางลบต่อผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัทย่อยอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัทย่อยเป็นการให้บริการ ซึ่งใช้เงินลงทุนและเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้บริษัทย่อยมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทได้อย่างสม่ำเสมอ

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ เนื่องจากรายได้บางส่วนของกลุ่มบริษัท ไม่ได้มีลักษณะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นประจำ

รายได้จากการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท ส่วนหนึ่งมาจากการให้บริการซึ่งมีลักษณะเป็นงานโครงการ (“Project based”) ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น การให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน การให้บริการนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการจัดหาผู้ร่วมทุน ซึ่งทำให้บริษัทอาจมีรายได้และกำไรที่ผันผวนไปตามปริมาณงาน มูลค่างานที่กลุ่มบริษัทได้ทำสัญญาไว้กับลูกค้า รวมถึงความคืบหน้าหรือขั้นความสำเร็จของงานในการรับรู้รายได้ ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถรับงานในลักษณะดังกล่าวได้เพิ่มเติมหรือต่อเนื่อง อาจทำให้บริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ (fixed cost) เช่น ค่าใช้จ่ายเงินเดือนบุคลากร เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว และเห็นว่าเป็นความเสี่ยงที่อยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากบริษัทยังมีการให้บริการในลักษณะของการให้บริการตามสัญญาซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น การให้บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรร การให้บริการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าอยู่อาศัย (Residential Property และ Service Apartment) การให้บริการทำความสะอาดแบบมีสัญญา งานบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Facility Management) เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการหาลูกค้าใหม่และงานโครงการใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลการดำเนินงานของบริษัท มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอในอนาคต

  1. ความเสี่ยงจากการที่บริษัทอาจไม่สามารถสรรหาบุคลากรเพื่อรองรับการดำเนินงานและแผนการขยายธุรกิจ

หัวใจสำคัญของธุรกิจการให้บริการ คือ ทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักในการประกอบธุรกิจและในการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ และการเอาใจใส่ในการให้บริการในหลายส่วนงาน รวมถึงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน เช่น วิศวกร สถาปนิก เป็นต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จในการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท หากกลุ่มบริษัทต้องสูญเสียบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือไม่สามารถสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน และแผนการขยายธุรกิจของบริษัท อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและแผนการขยายธุรกิจในอนาคตของกลุ่มบริษัทได้ 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มพนักงานที่มีอัตราการลาออกสูงโดยส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่มีอายุงานต่ำกว่า 1 ปีที่ปฏิบัติงานในสายงานธุรกิจบริหารอาคารและชุมชน (บริการบริหารนิดิบุคคลอาคารชุดและบ้านจัดสรร) และสายงานธุรกิจบริการ (บริการแม่บ้านทำความสะอาด) ซึ่งจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับผู้ประกอบการอื่นในธุรกิจเดียวกัน พบว่าอัตราการลาออกของพนักงานในกลุ่มนี้ของบริษัทไม่แตกต่างมากนักจากผู้ประกอบการประเภทเดียวกัน แต่บริษัทยังคงตระหนักดีว่าการลาออกของพนักงานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งการสูญเปล่าของค่าใช้จ่ายในการสรรหาและพัฒนาพนักงานใหม่ให้ทันต่อการดำเนินธุรกิจและการให้บริการของบริษัท ดังนั้น เพื่อเป็นการลดผลกระทบและจัดการความเสี่ยงในเรื่องนี้ บริษัทได้กำหนดมาตรการ ดังนี้

1) การสรรหาพนักงานเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงในหลากหลายช่องทาง อาทิ การจัดทำโครงการ Friend Get Friend โดยให้พนักงานแนะนำเพื่อนให้เข้ามาร่วมงานกับกลุ่มบริษัท การจัดงาน Mass recruitment การประกาศจ้างงานผ่านเว็บไซต์จัดหางานออนไลน์ นอกจากนี้ ในส่วนของพนักงานแม่บ้านในสายงานธุรกิจบริการ บริษัทมีการบริหารจัดการโดยสรรหาแม่บ้านอิสระ (Freelance) รวมถึงการ Outsource งานในบางโครงการให้แก่ผู้ให้บริการภายนอก

2) สร้าง PRI DNA ซึ่งเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นการแบ่งปันความคิดและความเชี่ยวชาญ สร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ และเอาชนะความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความคิดสร้างสรรค์และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง  

3) จัดทำโครงการข้อตกลงความร่วมมือในโครงการขยายโอกาสการทำงานระหว่างการศึกษากับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ

4) พัฒนาหลักสูตรสำหรับยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่พนักงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ อาทิ กลุ่มงานที่ปรึกษา กลุ่มงานจัดการอาคาร เพื่ออัพสกิลและรีสกิล (Upskill & Reskill) ให้แก่พนักงานปัจจุบันและพนักงานใหม่ที่จะเข้าทำงาน ให้เข้าใจความต้องการและพฤติกรรมการอยู่อาศัยยุคใหม่ โดยพนักงานใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งงานต่าง ๆ ได้ จำเป็นต้องผ่านการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์/เงื่อนไขที่กำหนด 

5) จัดทำแผนในการพัฒนาบุคลากร และประเมินสมรรถนะของพนักงานในทุกปี เพื่อให้พนักงานของกลุ่มบริษัท และพนักงานเข้าใหม่มีความรู้ความสามารถที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดค่าตอบแทนของพนักงานให้มีความเหมาะสมและสามารถแข่งขันได้กับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น เพื่อรักษาพนักงานที่มีศักยภาพให้อยู่ร่วมงานกับบริษัท ต่อไป 

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังได้มีการจัดหลักสูตรอบรมทักษะที่จำเป็นให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยมีทั้งการจัดอบรมให้กับพนักงานของกลุ่มบริษัทและบุคคลภายนอก ในทักษะทางด้านการบริการและทักษะเฉพาะด้าน เช่น การทำการตลาดออนไลน์ (Digital Marketing) การบริหารงานนิติบุคคลโครงการอสังหาริมทรัพย์ การจัดทำบัญชีนิติบุคคล กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ พื้นฐานการขายและบริการ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมในการปฏิบัติงานจริง (On-the-job Training) เพื่อให้พนักงานใหม่ทำความเข้าใจระบบการทำงานและสามารถปฏิบัติงานที่รับผิดชอบได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

  1. ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและการจัดการแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน

“คน” เป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจพรีโม เนื่องจากเป็นธุรกิจภาคบริการที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ โดยทั้งที่เป็นพนักงานของบริษัทและจ้างเหมาจากภายนอก ในปัจจุบันการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่เปราะบางในสังคม หากบริษัทมีข้อร้องเรียน และถูกนำเสนอเรื่องการละเมิดสิทธิออกสู่สาธารณะจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับชื่อเสียง ภาพลักษณ์ของบริษัท ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงกำหนดนโยบายสนับสนุนและเคารพการปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยการปฏิบัติต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ชุมชน และสังคมรอบข้าง ด้วยความเคารพในความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ เพศ อายุ สีผิว ศาสนา ความพิการ ความนิยมทางเพศ และสถานะทางสังคม รวมถึงเคารพสิทธิแรงงานโดยการไม่บังคับใช้แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็ก ไม่ใช้แรงงานสตรีมีครรภ์ และปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจปฏิบัติตามหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิทธิมนุษยชน โดยจัดให้มีการแสดงความเห็น ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการได้รับการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท

  1. ความเสี่ยงด้านการบริหาร Supply Chain และการพัฒนาโครงการในธุรกิจที่ปรึกษาและควบคุมงาน

ปัจจัยความเสี่ยงในงานก่อสร้างที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ซึ่งที่ปรึกษางานก่อสร้างจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่

ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบกับเวลา:

  • การทำงานท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เช่น การเกิดพายุ การเกิดฝนฟ้าคะนองตามฤดูกาล และอากาศที่ร้อนจัดมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลให้การทำงานขาดความต่อเนื่อง
  • การขาดแคลนแรงงานอันเนื่องมาจากปัจจัยด้านค่าแรง เกิดการชำรุดของเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องมือก่อสร้าง
  • เกิดการเปลี่ยนแบบจากเจ้าของโครงการที่ต้องรอเวลาในการให้คำปรึกษาและการตัดสินใจ
  • เกิดความผิดพลาดในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ไม่เป็นไปตามแบบและข้อตกลงในสัญญา
  • อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างการดำเนินโครงการ

ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของงาน:

  • ปัญหาแรงงานไม่มีฝีมือ ไม่มีทักษะ ขาดความรับผิดชอบ ส่งผลให้งานไม่มีคุณภาพ
  • ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงาน
  • เจ้าของโครงการเปลี่ยนแปลนการออกแบบ ในขณะที่งานดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว ส่งผลให้การแก้ไขมีโอกาสที่งานจะมีคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน

บริษัทจึงได้กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง ดังนี้

1) การวางแผนเปลี่ยนเวลาการทำงาน และวางแผนสำรองสำหรับการสลับขั้นตอนการทำงาน เพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และปัญหาด้านการขนส่งวัสดุก่อสร้างที่ไม่ตรงเวลา 

2) เลือกที่จะไม่ต่อรองกับผู้รับเหมาหรือแรงงานที่มีปัญหา หันมาใช้บริการผู้รับเหมาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

3) ตรวจสอบเครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่มีการชำรุดบ่อย และทำการสั่งซื้อใหม่ทดแทน

4) บริหารจัดการให้แรงงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนมีอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุในไซด์งาน

5) กำหนดแจ้งแผนการทำงานให้เจ้าของโครงการและผู้เกี่ยวข้องได้ทราบล่วงหน้าเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

6) วางแผนรับมือกับฤดูฝนด้วยการออกแบบก่อสร้างหลังคาสำหรับกันฝน เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

7) จัดทำแผนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหาย ในกรณีที่เจ้าของโครงการไม่ต้องการซื้อใหม่

  1. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำในธุรกิจบริหารนิติบุคคลอาคารชุด

กลุ่มบริษัท เป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร โดยหนึ่งในบริการที่มีสัดส่วนรายได้สำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด การให้บริการหลักประกอบด้วย งานบริหารจัดการทรัพย์ส่วนกลาง (ครอบคลุมทรัพย์สินส่วนกลาง อาคารและงานระบบ การบริหารจัดการงบประมาณ งานบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม งานบริหารจัดการความปลอดภัย) ซึ่งการดำเนินงานบางเรื่องจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อคับของภาครัฐ ซึ่งหากดำเนินการไม่ครบถ้วน นิติบุคคลฯ อาจต้องเสียค่าปรับซึ่งอาจมีมูลค่าสูงในบางข้อผิดพลาด ในขณะที่กลุ่มบริษัท ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอาจถูกตำหนิและเรียกร้องค่าความเสียหายจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นกับนิติบุคคลฯ โดยเรื่องที่กลุ่มบริษัท ต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง ได้แก่ การปฏิบัติตามมาตรการในรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สผ. (ONEP) อย่างต่อเนื่อง โดยนิติบุคคลฯ จะต้องยื่นรายงานติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Monitoring Report – EMR) หรือ “EIA Monitoring”เป็นหน้าที่ของนิติบุคคลหรือเจ้าของโครงการที่ได้รับอนุมัติรายงาน EIA แล้วจะต้องยื่นรายงานติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EMR) ปีละ 2 ครั้ง ที่ระบุถึงการปฏิบัติตามมาตรการเรื่องต่าง ๆ ตามเงื่อนไข EIA อย่างครบถ้วน โดยประเด็นพบบ่อยคือ มาตรการจัดการน้ำเสียที่ผลคุณภาพน้ำไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปริมาณผู้อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ออกแบบ หรือ การทิ้งไขมัน/สารเคมีจากลูกบ้าน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการข้างต้นของกลุ่มบริษัท หากเกิดข้อผิดพลาดและไม่สามารถแก้ไขได้ทันต่อเวลา ย่อมส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลฯ ที่ได้รับบริการ และเกิดผลด้านลบต่อชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อการให้บริการโดยกลุ่มบริษัท 

อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ในการให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลฯ ที่หลากหลายถือเป็นปัจจัยที่สนับสนุนต่อการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ โดยมีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงมีการอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งมีการประชุมพนักงาน (ผู้จัดการอาคารฯ) เป็นประจำทุกเดือนเพื่อระบุปัญหา กำหนดแนวทางแก้ไข ลดข้อจำกัดต่าง ๆ นอกจากนี้ มีการสร้างและพัฒนาทีมตรวจประกันคุณภาพการให้บริการซึ่งรับผิดชอบในการตรวจประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรหน้างานแบบไม่ตั้งตัว (Surprise check) เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน/รูปแบบที่กำหนดและเกิดขึ้นเป็นประจำสม่ำเสมอ 

ด้วยกระบวนการจัดการน้ำเสียและการควบคุม/ตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกสู่สาธารณะอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนวทางดำเนินการยั่งยืนเรื่องการจัดการน้ำ เช่น การนำหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) มาใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ หรือการบริหารจัดการน้ำในสระว่ายน้ำโครงการให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (ตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณของแข็งแขวนลอย (SS) ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS) เป็นประจำ) เป็นต้น จึงส่งผลให้นิติบุคคลฯ ภายใต้การให้บริการของกลุ่มบริษัท สำหรับปี 2568 จำนวน 66 โครงการ มีผลคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดทุกโครงการ 

  1. ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการ

กลุ่มบริษัทเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร ซึ่งทรัพยากรหลักในการดำเนินงานคือทรัพยากรบุคคล จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความเอาใจใส่ในการให้บริการ รวมถึงบุคลกรที่มีทักษะเฉพาะด้าน หากกลุ่มบริษัทไม่สามารถรักษา สรรหา หรือพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการที่อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานและความคาดหวัง มีความผันแปรสูง ซึ่งอาจส่งผลด้านลบต่อความพึงพอใจ ความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กร รวมถึงการเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย

ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการถือเป็นเรื่องที่สำคัญและมุ่งเน้นในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยฝ่ายจัดการ มีการกำหนดมาตรฐานการให้บริการและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน รวมถึงกำหนดระยะเวลาการให้บริการตาม SLA อย่างเหมาะสม พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สร้างช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนและการประสานงาน ติดต่อสื่อสารเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ (Call Center) ตลอดจนการกำหนดตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามและการประเมินผลอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ มีการสร้างและพัฒนาทีมตรวจประกันคุณภาพการให้บริการซึ่งรับผิดชอบในการตรวจประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรหน้างานแบบไม่ตั้งตัว (Surprise check) เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน/รูปแบบที่กำหนดและเกิดขึ้นเป็นประจำสม่ำเสมอ อีกทั้ง กำหนดให้ต้องรายงานความคืบหน้าในการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทุกไตรมาส เพื่อเป็นการกำกับดูแลและการบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้  

  1. ความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย

กลุ่มบริษัทมีแนวคิดและเป้าหมายในการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยการเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างครบวงจร (One Stop Service) ประกอบด้วย ธุรกิจที่ปรึกษาและออกแบบทางวิศวกรรมธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการหลังการขายอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยในโครงการอสังหาริมทรัพย์ จึงมีลักษณะการทำงานที่มีบางส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ก่อสร้าง เครื่องจักร ผู้รับเหมา และแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นความเสี่ยงที่อาจมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ 

กลุ่มบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดผ่านการประเมินความเสี่ยงในแต่ละโครงการ การออกแบบขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัย การจัดทำแผนความปลอดภัย การฝึกอบรมและสื่อสารด้านความปลอดภัยแก่พนักงานและผู้รับเหมา การตรวจสอบหน้างานอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพนักงาน นอกจากนี้ มีระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการดำเนินงาน เพื่อใช้ในการกำกับดูแลเชิงรุก รวมถึงปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ/การบาดเจ็บ/การเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโครงการ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน

  1. ความเสี่ยงด้านการบริหารสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุน 

กลุ่มบริษัทเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร ประกอบด้วยธุรกิจที่ปรึกษาและออกแบบทางวิศวกรรมธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการหลังการขายอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การเติบโตและขยายตัวจึงอ้างอิงกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นช่วงขาลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากผลกระทบของสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มไม่ชัดเจน จึงอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของกลุ่มบริษัท ซึ่งมีลักษณะค่าใช้จ่ายคงที่ในระดับค่อนข้างสูง แต่รายได้มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้ง เงื่อนไขการชำระเงินแบบเครดิตที่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า หากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่เพียงพอหรือไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง ความสามารถในการชำระภาระผูกพันทางการเงิน และการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้มีการประเมิน เฝ้าระวังและประชุมกำหนดแผนจัดการความเสี่ยงดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนการติดตามสถานะดำเนินการ อีกทั้ง กำหนดให้ต้องรายงานความคืบหน้าในการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทุกไตรมาส เพื่อเป็นการกำกับดูแลและการบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สรุปดังนี้ 

  • ควบคุม ติดตาม และวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงินอย่างใกล้ชิด โดยจัดทำประมาณการกระแสเงินสด วิเคราะห์แหล่งที่มาและใช้ไปเพื่อวางแผนให้เหมาะสม
  • กำหนดวงเงินสดสำรองเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนกรณีเกิดสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
  • ใช้นโยบายทางการเงินอย่างระมัดระวังภายใต้งบประมาณที่กำหนด ด้วยการควบคุมการใช้จ่ายเงินและค่าใช้จ่ายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนด
  • วิเคราะห์และติดตามลูกหนี้ที่ถึงกำหนดชำระอย่างใกล้ชิด ลดระยะเวลาสูญเปล่าในขั้นตอนปฏิบัติงาน/เตรียมเอกสารภายในก่อนติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย
  • ติดตามอัดราดอกเบี้ย เงื่อนไขสัญญาทางการเงิน และอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดและลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนทางการเงิน
  • รักษาวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้ เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
  • ปรับกลยุทธ์แต่ละธุรกิจให้เกิดความแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความมั่นคงในผลประกอบการ
  1. ความเสี่ยงด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (“พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ได้มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และได้ประกาศบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 บริษัทในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามในกระบวนการเก็บ รวมรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามขั้นตอนและข้อกำหนด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีการตรากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อให้การปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลสมบูรณ์ ทั้งนี้ หากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายหรือกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจทำให้เกิดการดำเนินคดีหรือการดำเนินการใด ๆ ในทางกฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดต่อบริษัท อันจะส่งผลกระทบในทางลบทั้งต่อชื่อเสียง ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัท อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า โดยบริษัทได้กำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และบริษัทได้มีการบริหารจัดการและควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงกำหนดความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกกระบวนการของธุรกิจ

  • สื่อสารเรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และบทลงโทษ ให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
  • กำหนดนโยบาย และมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • กำหนดขั้นตอนบริหารจัดการข้อมูลการรับแจ้ง/การร้องขอกรณีพบเห็นการกระทำที่เกิดการละเมิด
  • ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน โดยการปรับฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน
  1. ความเสี่ยงด้านกฎหมายธุรกิจนายหน้าประกันภัย

ธุรกิจนายหน้าประกันภัยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันชีวิต พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแลที่สำคัญ ได้แก่ 

  1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและหลักเกณฑ์

การปรับปรุงหรือออกกฎระเบียบใหม่ของหน่วยงานกำกับดูแล อาจส่งผลให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ระบบงาน หรือรูปแบบการให้บริการ หากบริษัทไม่สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที อาจเกิดความเสี่ยงด้านการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

  1. ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

นายหน้าประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของใบอนุญาต เช่น คุณสมบัติผู้บริหาร การต่ออายุใบอนุญาต การจัดให้มีระบบควบคุมภายใน และการรายงานข้อมูลต่อ คปภ. หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด อาจถูกลงโทษ ปรับ พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต

  1. ความเสี่ยงจากการกำกับดูแลกระบวนการขายและการให้คำแนะนำ

กฎหมายและหลักเกณฑ์กำหนดให้นายหน้าประกันภัยต้องให้ข้อมูลแก่ลูกค้าอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม ความบกพร่องในการควบคุมการขาย การโฆษณา หรือการให้คำแนะนำของพนักงานและตัวแทน อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล และข้อพิพาททางกฎหมาย

  1. ความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

ธุรกิจนายหน้าประกันภัยต้องจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเป็นจำนวนมาก หากระบบหรือกระบวนการไม่สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA หรือเกิดการรั่วไหลของข้อมูล อาจก่อให้เกิดบทลงโทษทางกฎหมาย ความเสียหายทางการเงิน และผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท

  1. ความเสี่ยงจากการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแล

บริษัทอาจถูกตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลเป็นระยะ หากพบข้อบกพร่องในการดำเนินงานหรือการจัดทำเอกสาร อาจถูกสั่งแก้ไข ถูกปรับ หรือถูกกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดให้มีระบบการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance) อย่างเป็นระบบ มีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและหลักเกณฑ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงสื่อสารแก่พนักงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและถือปฏิบัติตาม มีการตรวจสอบภายในและทบทวนกระบวนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการรายงานประเด็นความเสี่ยงที่มีสาระสำคัญต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียง ตลอดจนสอดคล้องกับกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

  1. ความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

จากแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและรองรับการดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัท ให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้บริษัทอาจมีความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การถูกโจรกรรมข้อมูลสำคัญ การลักลอบเข้ามาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล การคุกคามทำลายข้อมูลให้เกิดความเสียหาย เป็นต้น

ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะระบบงานต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น ระบบเครือข่าย (Network) ระบบการเงินการบัญชี ระบบการบริหารงานภายในและทรัพยากรบุคคล ซึ่งระบบงานดังกล่าวมีข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัท ครอบครองด้วย หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัท ครอบครอง ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและชื่อเสียงของบริษัท ด้วยเหตุนี้ บริษัท จึงได้วางแผนและดำเนินการเพิ่มเติมในการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศ และการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้แก่ การปรับปรุงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ให้มีความพร้อมใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงการล้มเหลวของระบบเครือข่าย (Network) และเครื่องแม่ข่าย (Server) เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันการเข้ามาทำลาย และกำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ (Firewall) การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล การวางเครือข่ายตั้งศูนย์สำรองข้อมูลเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

1. ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลและการทุจริตคอร์รัปชัน

       1.1 ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลกิจการ

ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี หมายถึง ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการที่โครงสร้างการกำกับดูแล การบริหารจัดการ และระบบควบคุมภายในของบริษัทไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริต การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว 

บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน ส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสม อีกทั้ง ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แนวปฏิบัติที่ดีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น การหมุนเวียนของผู้สอบบัญชี เป็นต้น รวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ถือหุ้นและผู้ที่สนใจได้รับทราบ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ของบริษัท และระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยคำนึงถึงความถูกต้อง ครบถ้วน เพียงพอ ทันเวลา และเชื่อถือได้ นอกจากนี้ บริษัท ยึดหลักการปฏิบัติงานด้วยความซื่อตรง และรักษาจรรยาบรรณต่อองค์กร คู่ค้า ลูกค้า และผู้ที่มีส่วนได้เสียกับองค์กร โดยจัดทำนโยบาย กำหนดแนวปฏิบัติ และการลงโทษแก่พนักงานที่ฝ่าฝืนระเบียบ/ ข้อบังคับ ที่บริษัทกำหนด และสื่อสารให้พนักงานทุกระดับรับทราบโดยทั่วกันผ่านเว็บไซต์บริษัทและระบบภายใน (Intranet) รวมถึงจัดอบรมให้ความรู้แก่พนักงานใหม่ในวันปฐมนิเทศในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณ และการต่อต้านการทุจริต และทำแบบทดสอบนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ มีการประกาศจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเพื่อให้เป็นมาตรฐานและเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจร่วมกันในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับคู่ค้า ผ่านการกำกับดูแล ให้ข้อมูล ให้แนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับการดำเนินงานเพื่อให้คู่ค้าสามารถพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่บริษัท ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

1.2 ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

บริษัทยึดถือจริยธรรม คุณธรรมและการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นหลักสำคัญในการประกอบธุรกิจและจะไม่เพิกเฉยต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจนำไปสู่การทุจริตและคอร์รัปชัน แม้ว่าการกระทำนั้นเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัท นิยามของ “การคอร์รัปชัน” หมายถึง การกระทำใด ๆ เพื่อแสวงหาประโยชน์ได้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้หรือรับสินบน การช่วยเหลือทางการเมือง การให้ของขวัญหรือเลี้ยงรับรอง การบริจาคเพื่อการกุศล ค่าบริการต้อนรับ/ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ให้คำมั่น เรียกร้อง ให้หรือรับซึ่งเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เหมาะสมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพนักงานรัฐ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชนหรือผู้มีหน้าที่ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ๆ เพื่อให้หน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวกระทำหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัท ตนเอง ครอบครัว เพื่อนและคนรู้จัก หรือเพื่อประโยชน์ของธุรกิจโดยมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องหรือกระทำผิดต่อกฎหมาย หรือการกระทำใด ๆ ที่ส่อไปในทางคอร์รัปชัน เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือจารีตทางการค้าให้กระทำได้

บริษัทมีมาตรการป้องกันการทุจริตที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตในองค์กร โดยบริษัทได้จัดทำนโยบายการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน รวมถึงแจ้งนโยบายดังกล่าวแก่ผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท การประเมินความเสี่ยงด้านทุจริต การออกแบบและปฏิบัติงานตามกรอบการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยง ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกและค่านิยมในการต่อต้านการทุจริตให้แก่บุคลากรของบริษัท ผ่านการอบรมและจัดทำแนวปฏิบัติซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยป้องกันการเกิดทุจริตในองค์กร นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC)  รวมทั้งบริษัทยังได้กำหนดนโยบายการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จรรยาบรรณธุรกิจ จรรยาบรรณคู่ค้า เพื่อให้แนวทางปฏิบัติแก่พนักงานและคู่ค้า นอกจากนี้บริษัทมีมาตรการดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายให้สามารถแจ้งเบาะแสกับบริษัทผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ลูกค้า คู่ค้า และประชาชนทั่วไปให้สามารถแจ้งเบาะแสหรือแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทมายังประธานกรรมการตรวจสอบของบริษัท โดยผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

  • ทางไปรษณีย์: บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)

ที่อยู่ 496 หมู่ 9 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 10270

  • โทรศัพท์: 02-081-0000
  • เว็บไซต์: https://primo.co.th

อีเมล: [email protected]

  1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ  

จากภาวะโลกร้อนทำให้สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้นส่งผลให้ทุกภาคส่วนทั่วโลกเกิดการตื่นตัวในการบริหารจัดการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดโอกาสเกิดและความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากการใช้พลังงานในการดำรงชีวิตประจำวัน และมาจากการดำเนินธุรกิจที่สร้างมลภาวะทางด้านต่าง ๆ งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพคือความเสี่ยงที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยคุกคามด้านภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) คือความเสี่ยงที่เกิดจากกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย เทคโนโลยี และรสนิยมผู้บริโภค ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 

สำหรับประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี พ.ศ. 2593 และจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 การประกาศเจตนารมณ์นี้เป็นสิ่งผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐของไทยเตรียมการประกาศใช้มาตรการ กฎระเบียบ หรือกฎหมายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันและควบคุมผลกระทบทางลบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย (Thailand Taxonomy) และมาตรฐานสากลรายงานทางการเงิน (IFRS) ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามหรือไม่ครอบคลุมกฎระเบียบหรือกฎหมายใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ บริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเบี้ยปรับ เสื่อมเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ หรือส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มี่ส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ของบริษัทได้ นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ที่มาตรการหรือข้อกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจกของภาครัฐ/หน่วยงานกำกับดูแลมีผลให้ต้นทุนการบริการของบริษัทสูงขึ้น เช่น ต้นทุนการออกใบรับรองการตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งอาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์การลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบและความเสี่ยงดังกล่าว จึงมีการบูรณาการความเสี่ยงรวมด้าน ESG และพัฒนาแผนดำเนินงานธุรกิจให้มีแนวทางการจัดการอย่างยั่งยืน และสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของภาครัฐและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดตั้งคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการด้านบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน รับผิดชอบในการติดตามความคืบหน้าของกฎระเบียบต่าง ๆ ศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหาของกฎระเบียบ ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัท รวมทั้งกำหนดมาตรฐานและปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนด นอกจากนี้ พัฒนาแนวทางดำเนินการให้ครอบคลุมถึง การจัดการพลังงานไฟฟ้า/น้ำ การบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากร และการบริหารจัดการของเสียและขยะ เพื่อให้มีความเหมาะสมและเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นการเสริมสร้างความยั่งยืน พร้อมทั้งความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยจะมุ่งเน้นการใช้พลังงานและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  1. ความเสี่ยงจากผลกระทบของสงครามภูมิรัฐศาสตร์และสงครามทางการค้าต่อเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความตึงเครียดใน 3 ภูมิภาคของโลกในขณะนี้ โดยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน (และพันธมิตรของอิหร่าน) ที่รุนแรงขึ้นจนอาจนำไปสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งจะสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจพลังงานและเสถียรภาพของโลก ในยุโรป สถานการณ์สงครามยูเครนกับรัสเซียมีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ โดยมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของภาคธุรกิจในภูมิภาค สำหรับในเอเชียแม้จะมีความเสี่ยงต่ำแต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่องแคบได้หวัน พรมแดนเกาหลี และทะเลจีนใต้ มีการปะทะย่อย ๆ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจด้วยการคว่ำบาตร การจำกัดการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การใช้กำลังทางการทหาร เช่น การคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกต่อบริษัทจีนที่สนับสนุนรัสเซีย อาจกระตุ้นให้จีนตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อบริษัทตะวันตก ซึ่งอาจเร่งให้เกิดการแยกตัวทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ ในสหรัฐอเมริกายังมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพการเงินโลก ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ จึงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน 

นอกจากนี้ ความเสี่ยงของสงครามการค้าระดับโลกมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากพลังขับเคลื่อน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • นโยบายเศรษฐกิจของจีน ความแข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการบริโภคและการลงทุน การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายทำให้กำลังการผลิดเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการในประเทศอ่อนแอลง ทำให้ราคาสินค้าลดลงและต้องส่งออกมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งพยายามสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง ขณะที่จีนเตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ อาจใช้นโยบายที่รุนแรงขึ้น เช่น ควบคุมการส่งออก ภาษีและการคว่ำบาตร ซึ่งมีแนวโน้มขยายผลกระทบไปยังประเทศที่สามและบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะยุโรป
  • นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นการปกป้องผลประโยชน์ในประเทศ ด้วยการใช้ “เศรษฐศาสตร์เชิงรัฐศาสตร์” เพื่อดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และรักษาอุตสาหกรรมสำคัญ นโยบายการค้าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้น โดยมุ่งเป้าการควบคุมการส่งออก การนำเข้า และการลงทุน โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ การเพิ่มภาษีศุลกากร อาจถูกตอบโต้จากประเทศคู่ค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับโลก
  • นโยบายอุตสาหกรรมระดับโลก นานาประเทศต่างเพิ่มบทบาทของภาครัฐแทรกแซงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมุ่งสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์และอุตสาหกรรมที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงบริการด้านระบบดิจิทัล โดยมุ่งรักษาความมั่นคงของชาติท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

จากสภาวการณ์ข้างต้น อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและระบบห่วงโซ่อุปทาน บริษัทได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยง ดังนี้

1) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลทันต่อเหตุการณ์สำหรับเตรียมแผนการจัดการความเสี่ยงและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

2) การวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจจากการคาดการณ์ฉากทัศน์ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า ประเมินความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิด เพื่อเตรียมแผนรองรับผลกระทบได้อย่างเหมาะสมและนำมาใช้ได้ทันท่วงที

2.2.2 ความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นสามัญของบริษัท หลังจากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ

หุ้นสามัญของบริษัทอาจมีราคา สภาพคล่อง และปริมาณการซื้อขายภายหลังจากการเสนอขายหุ้นและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวขึ้นลงอย่างผันผวนซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท เช่น นักวิเคราะห์เปลี่ยนแปลงประมาณการผลการดำเนินงาน ราคาเป้าหมาย และคำแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นสามัญของบริษัท ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ สภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประกาศข้อมูลอื่นของบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัท การแพร่ระบาดของโรคระบาดต่าง ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชี การแต่งตั้งและการลาออกของบุคลากรที่สำคัญของบริษัท เป็นต้น

ปัจจัยข้างต้น รวมถึงปัจจัยที่ไม่ได้กล่าวถึงอาจส่งผลให้ราคาหุ้นสามัญของบริษัทมีความผันผวนที่สูงขึ้น และอาจทำให้ผู้ถือหุ้นไม่สามารถขายหุ้นสามัญของบริษัทได้ในราคาที่เหมาะสมและอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสภาพคล่องของหุ้น

2. ความเสี่ยงจากการมีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายการบริหารงาน

ภายหลังจากที่บริษัทออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75.0 ของจำนวนทุนเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ดังกล่าวมีอำนาจในการควบคุมบริหารจัดการบริษัท รวมถึงสามารถควบคุมเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งกรรมการหรือการขออนุมัติในเรื่องอื่นที่ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายหรือข้อบังคับบริษัท กำหนดให้ต้องได้รับเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่จากผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ดังนั้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยอาจไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลเรื่องที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทตระหนักถึงการบริหารจัดการธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงได้มีการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการโดยบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และได้มีการกำหนดขอบเขตในการดำเนินงาน หน้าที่และความรับผิดชอบ การมอบอำนาจให้แก่กรรมการและผู้บริหารอย่างชัดเจนและโปร่งใส และมีการกำหนดมาตรการการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันกับกรรมการผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุม รวมถึงบุคคลที่มีความขัดแย้ง โดยบุคคลดังกล่าวจะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในการอนุมัติรายการนั้น ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของบริษัท เป็นไปอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ โครงสร้างคณะกรรมการของบริษัท ประกอบด้วยกรรมการอิสระจำนวน 3 ท่าน ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตรวจสอบของบริษัท เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลการตัดสินใจ และพิจารณาอนุมัติรายการต่าง ๆ ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ว่าโครงสร้างการบริหารจัดการของบริษัทมีการถ่วงดุลอำนาจ โปร่งใส มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และการดำเนินการหรือเข้าทำรายการใด ๆ เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท