บริษัทฯ ตระหนักดีถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจกับการใส่ใจ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัท จึงได้กำหนดกรอบนโยบายและมาตรการที่ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์ การจัดหา ให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนมีการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยนำมาตรฐานสากลและกรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงานทุกกระบวนการ พร้อมทั้งดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและข้อกำหนดด้านทรัพยากรน้ำในประเทศไทย อาทิ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และยึดถือแนวทางตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 6 ว่าด้วย “การจัดการน้ำและสุขาภิบาลที่ยั่งยืน” เป็นหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานทั้งหมด

บริษัทฯ ได้นำหลักการ 3Rs มาใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลดการบริโภคน้ำ (Reduce) ผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงานและการใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) โดยการบำบัด และการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำ (Recycle) ผ่านระบบการจัดการน้ำแบบครบวงจร ซึ่งลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการประเมินผลกระทบและส่งเสริมให้พนักงาน และชุมชนโดยรอบตระหนักถึงความสำคัญและดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการบริหารจัดการน้ำ โดยการลดปริมาณการใช้น้ำต่อรายได้ลง ร้อยละ 10 ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2568) ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานของสำนักงานใหญ่ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)

 

เป้าหมายการบริหารจัดการน้ำ

ลดการใช้น้ำต่อรายได้ลง 10% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2568)

แนวทางการจัดการ

  • ปกป้องและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์น้ำภายในโครงการและบริเวณโดยรอบ พร้อมทั้งลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น
  • ลดผลกระทบต่อชุมชนที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าถึงแหล่งน้ำ โดยดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ
  • เพิ่มสัดส่วนน้ำรีไซเคิล ส่งเสริมการเก็บกักและใช้ประโยชน์จากน้ำฝน พร้อมทั้งวางระบบการจัดการน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ
  • ตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวในการลดปริมาณการใช้น้ำหรือความเข้มข้นของการใช้น้ำ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในอนาคต
  • จัดให้มีการบำบัดน้ำเสียจากกิจกรรมทางธุรกิจอย่างเหมาะสม ก่อนปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำสาธารณะตามข้อกำหนดของกฎหมาย
  • ส่งเสริมการให้ความรู้แก่พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำ และสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรน้ำในระยะยาว

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีการใช้น้ำประปาภายในสำนักงานรวม 3,491 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นประมาณ 273.4% จากปี 2567 ที่มีการใช้น้ำ 935 ลูกบาศก์เมตร โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักจาก การขยายขอบเขตการรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำให้ครอบคลุมการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำรวมขององค์กรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพการใช้น้ำเทียบกับรายได้ พบว่าในปี 2568 บริษัทมี อัตราการใช้น้ำต่อรายได้อยู่ที่ 1.89 ลูกบาศก์เมตรต่อรายได้ 1 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการติดตามการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และการปรับปรุงแนวปฏิบัติภายในองค์กร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด
ปี 2566
ปี 2567
ปี 2568
การใช้น้ำทั้งหมดภายในสำนักงาน
966 m3
935 m3
3,491 m3
การใช้น้ำต่อรายได้ (m3/ล้านบาท)
0.504
0.571
1.89
ตัวชี้วัด
เป้าหมายปี 2569
ผลการดำเนินงานปี 2568
การจัดการน้ำ
ลดปริมาณการใช้น้ำประปาต่อรายได้ของบริษัทฯ ลง 3% ครอบคลุมการดำเนินงานทั่วทั้งบริษัทฯ รวมถึงสำนักงานใหญ่ 
เพิ่มขึ้น 273.4% โดยมีสาเหตุหลักจากการขยายขอบเขตการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำให้ครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น

การจัดการน้ำภายในโครงการที่รับบริการเป็นที่ปรึกษางานก่อสร้าง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างที่เข้ารับงานดูแลให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยได้มีการกำหนดนโยบายให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องจัดระบบการจัดการน้ำ ควบคุมและตรวจคุณภาพก่อนปล่อยสู่สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดโดยมีหลักการดำเนินงานดังนี้

1.ตรวจสอบและทำความสะอาดบ่อดักตะกอนและบ่อพักน้ำ
2. ตรวจสอบทางระบายน้ำรอบโครงการ
3. ตรวจสอบน้ำทิ้งจากการล้างเครื่องมือ
4. ตรวจสอบน้ำทิ้งจากห้องน้ำให้มีการบำบัดก่อนปล่อยออกนอกโครงการ

การจัดการน้ำภายในโครงการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในโครงการเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยได้มีการกำหนดนโยบายให้ทีมบริหารนิติบุคคลต้องจัดระบบจัดการบำบัดน้ำเสีย ควบคุมและตรวจคุณภาพก่อนปล่อยสู่สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีหลักการดำเนินงาน ดังนี้

1.ดูแลกระบวนการจัดการน้ำเสีย

นิติบุคคลจะจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียกลางที่ได้มาตรฐาน และดูแลกระบวนการตั้งแต่การดักกรองขั้นต้น การบำบัดทางชีวภาพ ไปจนถึงการตกตะกอนและฆ่าเชื้อ (หากจำเป็น) เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมสาธารณะ

2.การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกท่อสาธารณะ

จัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำทุกเดือน โดยน้ำที่ระบายออกจากโครงการก่อสร้างจะต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณของแข็งแขวนลอย (SS) ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS) เป็นต้น ซึ่งจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบว่าผ่านเกณฑ์ทุกโครงการตามมาตรฐานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

3.การดูแลจัดการน้ำสระว่ายน้ำของโครงการ

จัดให้มีการตรวจสอบค่า pH และระดับคลอรีนเป็นประจำทุกวัน เพื่อสร้างความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีแก่ผู้ใช้งาน พร้อมทั้งช่วยยืดอายุระบบกรองน้ำและลดการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น ในกรณีที่ต้องระบายน้ำจะดำเนินการปรับลดค่าคลอรีนและควบคุมค่า pH ให้เป็นกลางก่อนเสมอ เพื่อส่งต่อน้ำไปยังระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางอย่างปลอดภัย ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสาธารณะ

4.การนำน้ำในบ่อพักกลับมาใช้ใหม่

นิติบุคคลได้นำน้ำจากบ่อพักน้ำ (Retention Pond) ภายในโครงการกลับมาใช้ประโยชน์ โดยผ่านการกรองเบื้องต้นและจัดการคุณภาพน้ำที่เหมาะสม เพื่อนำไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้และ landscaped areas ภายในโครงการ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำประปาแล้ว ยังส่งเสริมการใช้น้ำหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีโครงการที่บริษัทฯ ดูแลบริหารอาคารชุดนิติบุคลคลในปี 2568 จำนวน 66 โครงการ จากทั้งหมด 66 โครงการ ที่เป็นไปตามข้อกำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงมีแผนการจัดการน้ำ เช่น การดูแลกระบวนการจัดการน้ำเสีย การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกท่อสาธารณะ และการดูแลจัดการน้ำสระว่ายน้ำของโครงการ

การบริโภคน้ำในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ

ในการดำเนินธุรกิจการใช้น้ำภายในสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ มีผลการดำเนินงานเรื่องความเครียดน้ำและปริมาณการดึงน้ำดังรายการดังต่อไปนี้

พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ
พื้นที่ไม่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ
0%
100%

บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในพื้นที่ดำเนินงาน และพบว่าไม่มีพื้นที่ดำเนินงานของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ ดังนั้น การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำจึงไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ

ปริมาณการใช้น้ำสุทธิ ปริมาณน้ำที่รับเข้าทั้งหมด และปริมาณน้ำที่ระบายออกจากกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยจำแนกตามแหล่งที่มาของน้ำและปลายทางการระบายน้ำ มีรายละเอียดดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด
หน่วย
2567
2568
2569
ปริมาณน้ำที่รับเข้าทั้งหมด
M3
966
935
3,491
น้ำผิวดิน
M3
0
0
0
น้ำใต้ดิน
M3
0
0
0
น้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิต/น้ำที่ใช้ในกระบวนการ
M3
0
0
0
น้ำทะเล
M3
0
0
0
น้ำจากเหมืองหินที่เก็บรวบรวมภายในเหมือง
M3
0
0
0
น้ำเสียจากภายนอก
M3
0
0
0
น้ำฝนที่เก็บกักไว้
M3
0
0
0
น้ำจากบุคคลที่สาม (น้ำประปา)
M3
966
935
3,491
ปริมาณการระบายน้ำทั้งหมด
M3
0
0
0
ปริมาณน้ำระบายลงสู่มหาสมุทรทั้งหมด
M3
0
0
0
ปริมาณน้ำระบายลงสู่แหล่งน้ำผิวดินทั้งหมด
M3
0
0
ปริมาณน้ำระบายลงสู่ใต้ดิน / บ่อทั้งหมด
M3
0
0
0
ปริมาณน้ำที่ส่งไปบำบัดนอกสถานที่ทั้งหมด
M3
0
0
0
ปริมาณน้ำระบายเพื่อใช้ประโยชน์ / วัตถุประสงค์อื่นทั้งหมด
M3
0
0
0

การลดการใช้น้ำทั่วทั้งบริษัท

บริษัทฯ ดำเนินมาตรการลดการใช้น้ำในพื้นที่ดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบจ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาและซ่อมแซมจุดรั่วไหลโดยเร็ว การใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำตามความเหมาะสม รวมถึงการนำน้ำที่ไม่ใช่น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เหมาะสมกลับมาใช้ประโยชน์สำหรับการรดน้ำต้นไม้และวัตถุประสงค์อื่นที่เหมาะสม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีความรับผิดชอบแก่พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผ่านแนวทางการประหยัดน้ำและกิจกรรมสร้างความตระหนักด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาตรการดังกล่าวนำไปใช้ในพื้นที่ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีการทบทวนเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารจัดการน้ำของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง